วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

ต้นใบเงิน

ต้นใบเงิน


คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นใบเงินไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทองเพราะเป็นไม้มงคลนามนอกจากนี้คนไทยโบราณได้นำ ใบเงินใบทองมาประกอบพิธีสำคัญทางศาสนา เช่น การทำน้ำพุทธมนต์ การขึ้นบ้านใหม่ ดังนั้นคนไทยโบราณจึงเชื่อว่า ต้นใบเงินเป็นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์
ชื่อสามัญ Caricature Plant

ชื่อวิทยาศาสตร์ Grapthophyllun pictum

ตระกูล ACANTHACEAE

ชื่ออื่น ทองคำขาว

ลักษณะทั่วไป

          ใบเงินเป็นพรรณไม้ขนาดเล็ก ลักษณะเป็นพุ่มขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 2-4 เมตร แตกกิ่งสาขาออกจากโคนต้น และเจริญพุ่งตรงไปข้างบน ลำต้นกลมเล็ก สีขาวปนเทา ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ๆ สลับกันตามลำต้น ใบเป็นรูปรี ปลายใบแหลมขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อยขนาดใบกว้างประมาณ3-6 เซนติเมตรยาวประมาณ7-10 เซนติเมตรพื้นใบสีเขียวกลางใบปนด้วยสีขาวหรือเหลืองจาง ๆ ออกดอกเป็นช่อ ตามส่วนยอดของลำต้น ลักษณะดอกเป็นหลอดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตรโคนหลอดจะมีกลีบดอก 3 กลีบ ดอกมีสีแดงเข้ม

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก

         เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัยควรปลูกต้นใบเงินไว้ทางทิศตะวันออกหรือทิศใต้ก็ได้ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคารเพราะคนโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบ ให้ปลูกในวันอังคาร ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นนั้นควรปลูกต้นใบเงิน ใบทอง ใบนาก ไว้บริเวณเดียวกันหรือใกล้กันก็จะดียิ่งนัก

การปลูก

การปลูกแบ่งเป็น 2 วิธี

        1. การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายนอกอาคารบ้านเรือน ใช้กระถางสูงขนาด 10-14 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : แกลบผุ :ดินร่วนอัตรา1:1:1ผสมดินปลูกควรเปลี่ยนกระถาง1-2ปี/ครั้งเพราะการเจริญเติบโตของทรงพุ่มโตขึ้นและเพื่อเปลี่ยนดิน ปลูกใหม่ ทดแทนดินปลูกเดิมที่เสื่อมสภาพไป
        2. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน โบราณนิยมปลูกไว้บริเวณสวน เพราะจะได้เป็นเสน่ห์แก่บ้าน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก : ดินร่วน อัตรา 1: 2 ผสมดินปลูก

การดูแลรักษา
แสง                           ต้องการแสงแดดอ่อน รำไร 

น้ำ                             ต้องการปริมาณน้ำปานกลางควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง 

ดิน                           ดินร่วนซุย ต้องการความชื้นสูง 

ปุ๋ย                           ควรใส่ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4-5 ครั้ง

การขยายพันธ์         การใช้เมล็ด การปักชำ

วิธีที่นิยมและได้ผลดี การปักชำ

โรค                   ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อโรคได้ดี 

แมลง                       ไรแดง (Red spider mite)

อาการ                       ใบสีเหลือง และแห้งเป็นจุดสีน้ำตาล

การป้องกัน               รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก 

การกำจัด                ใช้กำมะถันผง (Sulphur) อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก หรือใช้ยาไอโซทอกซ์



ว่านนางคุ้ม

ว่านนางคุ้ม 

        ว่านนางคุ้ม หรือ ว่านผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน จัดเป็นไม้ดอกไม้ประดับ รวมถึงเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกไว้ภายในบ้าน ทั้งการปลูกในกระถาง และปลูกในแปลงจัดสวน เนื่องจาก มีความเชื่อว่า สามารถปกป้องภัยอันตรายต่างๆไม่ให้ย่ำกรายเข้ามาในบ้านได้ รวมถึงมีความนิยมชมชอบเพื่อการปลูกประดับใบ และดอกที่มีลักษณะเด่นแปลกตา และสวยงาม

• ถิ่นกำเนิด : ในแถบประเทศแหลมมาลายู จนถึงทางเหนือของออสเตรเลีย
• วงศ์ : AMARYLLIDACEAE
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : Eurycles amboinensis Lindl.
• ชื่อสามัญ :
– Brisbane Lily
– Cardwell Lily
– Northern Christmas Lily
• ชื่อท้องถิ่นไทย :
– ว่านนางคุ้ม
– ว่านผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน
– ว่านอ้ายเห้ว
– บัวงัน
– บัวเงิน
– บัวบก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ราก และลำต้น ลำต้นแท้ว่านนางคุ้มจะเป็นส่วนหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน มีลักษณะทรงกลมที่เป็นกลีบหัวเรียงซ้อนกันแน่น โดยที่ส่วนปลายหัวจะมีตายอดที่เจริญออกมาเป็นใบ และช่อดอก โดยมีโคนก้านใบห่อซ้อนกันแน่นทำให้คล้ายลำต้น แต่แท้จริงแล้ว คือ ลำต้นเทียม แต่เรามักเรียกหรือเข้าใจว่าเป็นลำต้นแท้จริง หัวหรือลำต้นแท้ของว่านนางคุ้มจะมีรูปทรงกลม คล้ายหอมหัวใหญ่ ประกอบด้วยฐานหัวที่เป็นปล้องซ้อนกัน ถัดมาจะเป็นกาบหัวที่เรียงซ้อนกันแน่นกลายเป็นหัวทรงกลม กาบด้านในมีสีขาว ส่วนกาบด้านนอกสุดจะแห้งมีสีน้ำตาล ทำหน้าที่ป้องกันการคายระเหยน้ำออกจากหัว ส่วนรากของว่านนางคุ้มจะมีเพียงระบบรากฝอยที่แตกออกจากฐานหัว
ใบ ใบว่านนางคุ้มจะแทงออกจากส่วนปลายของหัวที่เจริญมาจากกาบหัว โดยมักพบจำนวน 7-8 ใบ/ต้น ใบจะประกอบด้วยกาบใบหรือก้านใบสีเขียวอ่อน ยาว 25-50 ซม. ที่เรียงซ้อนกันจนทำให้มีลักษณะคล้ายลำต้น ถัดมาเป็นส่วนของใบที่มีลักษณะมนคล้ายรูปหัวใจหรือคล้ายใบฟักทอง กว้างประมาณ 20-25 ซม. แผ่นใบมีลักษณะเรียบ และหนา มีเส้นใบมองเห็นชัดเป็นเส้นเรียงซ้อนกันในแนวตั้งจากโคนใบถึงปลายใบ
ดอก ดอกว่านนางคุ้มจะออกเป็นช่อจากตรงกลางของหัว ประกอบด้วยก้านดอกยาว 30-60 ซม. ก้านช่อดอกมีลักษณะกลม มีผิวเรียบมีไขเคลือบ ปลายก้านดอกเป็นช่อดอกที่มีดอกรวมกันเป็นกระจุกที่ส่วนปลาย แต่ละช่อมีดอกประมาณ 10-40 ดอก ตัวดอกเป็นชนิดดอกแบบสมบูรณ์เพศที่มีเกสรทั้ง 2 ชนิด ในดอกเดียวกัน ที่ประกอบด้วยกลีบดอกสีขาว จำนวน 6 กลีบ กลีบดอกแต่ละกลีบมีขนาดเท่ากัน เป็นทรงรี มีปลายแหลม และมีโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน ถัดมาภายในเป็นเกสรตัวผู้ที่มีสีเหลือง จำนวน 6 อัน ตรงกลางเป็นเกสรตัวเมียที่เป็นรังไข่ จำนวน 3 ช่อง และก้านชูเกสรขนาดเล็กด้านบน โดยเมื่อดอกบานจะส่งกลิ่นหอม
ผล และเมล็ด ผลมีลักษณะทรงกลมค่อนข้างรีเล็กน้อย ผลมีสีเขียวเข้ม มักติดเมล็ดน้อยหรือบางต้นไม่พบการติดเมล็ดให้เห็นเลย
ประโยชน์
       1. ใช้ปลูกเป็นไม้มงคล ด้วยความเชื่อที่ว่า เป็นว่านที่ช่วยปกป้องภัยอันตราย ป้องกันสัตว์ร้าย ป้องกันไฟไหม้บ้าน หรือสิ่งชั่วร้ายต่างๆไม่ให้ย่ำกรายเข้ามาภายในบ้าน จนเป็นที่มาของชื่อที่ว่า ว่านนางคุ้ม หรือ ว่านผู้เฒ่าเฝ้าบ้าน ที่เหมือนมีผู้เฒ่าคอยปกป้องลูกหลานภายในบ้าน รวมถึงมีความเชื่อว่าจะช่วยให้ทำมาค้าขายดีขึ้น
       2. ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับใบ และประดับดอก เนื่องจาก ใบมีรูปทรงหัวใจที่มีสีเขียวสวยงาม ส่วนดอกก็มีความสวยงามไม่แพ้กัน ที่มีลักษณะแทงออกเป็นช่อยาว มีดอกสีขาวเกิดเป็นกระจุกที่ปลายก้านดอก
การปลูกว่านนางคุ้ม
       การปลูกว่านนางคุ้ม สามารถปลูกได้ด้วยเมล็ด แต่สามารถปลูกด้วยการชำหัวที่ได้จากการตัดแบ่งหัว คล้ายการขยายพันธุ์ว่านสี่ทิศ ซึ่งทำได้ง่าย และสามารถขยายพันธุ์ได้ครั้งจำนวนมาก ทั้งนี้ การปลูกว่านนางคุ้มจะนิยมปลูกในกระถางเป็นส่วนใหญ่
การเตรียมดิน
ดินที่ใช้ปลูกในกระถางจะเป็นดินที่มีการผสมวัสดุอินทรีย์ต่างๆ เช่น แกลบ/แกลบดำ ขุ๋ยมะพร้าว และปุ๋ยคอก โดยใช้ผสมกับดินในอัตราส่วน ดิน:วัสดุ ที่ 1:3-1:5
การขยายพันธุ์ด้วยการตัดแบ่งหัวชำ
วิธีขยายพันธุ์แบบนี้ ทำได้โดยนำหัวแก่ที่ใบร่วงหมดแล้วมาผ่าแบ่งหัวในแนวตั้ง โดยผ่าออกเป็นซีกๆ และแต่ละซีกต้องให้ผ่านตรงกลางฐานหัว ซึ่งจะได้รากติดมาในแต่ละซีก หลังจากนั้น นำแต่ละซีกปักลงปลูกในกระถางให้ดินกลบเหนือฐานหัวเล็กน้อย โดยรดน้ำ และดูแลจนกว่าจะได้ต้นใหม่ก่อนจะแยกลงปลูกในกระถางต่อ

ที่มาhttps://www.youtube.com/watch?v=C5ytmcQ94do
http://puechkaset.com/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%A1/


ว่านรางเงิน

ว่านรางเงิน


        เชื่อกันว่าถ้าเลี้ยงว่านสี่ทิศให้ออกดอกพร้อมกัน  ได้ทั้งสี่ดอกหรือสี่ทิศผู้เลี้ยงจะมีโชคลาภ และหากว่าในช่วงที่ว่านสี่ทิศกำลังออกดอกทั้งสี่อยู่นั้น ผู้เลี้ยงคิดจะทำอะไร ก็จะประสบความสำเร็จทุกประการ แต่ถ้าหากว่า ว่านสี่ทิศออกดอกไม่ครบทั้งสี่ดอก หรือออกดอกแค่ 2 หรือ 3 ดอก ก็จะไม่เป็นผลดีแก่ผู้เลี้ยงเหมือนเป็นลางบอกเหตุว่าจะมีสิ่งไม่ดีเกิดแก่ผู้เลี้ยง

ชื่อวิทยาศาสตร์: Hippeastrum reticulatum (L’Herit) Herb.
วงศ์: Amaryllidaceae
ประเภท: ไม้ล้มลุกอายุหลายปี
ความสูง: 30-50 เซนติเมตร
ลำต้น: มีลำต้นใต้ดินเป็นหัวกลม
ใบ: ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปขอบขนานกว้าง 3 – 4 เซนติเมตร ยาว 30 – 40 เซนติเมตร ปลายใบมน แผ่นใบสีเขียวเป็นมัน มีเส้นสีขาวขนาดใหญ่บริเวณกลางใบ
ดอก: ออกบริเวณซอกใบ ชูตั้งขึ้น สูง 30 – 40 เซนติเมตร มี 4 – 5 ดอก ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นกรวย ปลายแยกเป็น 6 กลีบ พื้นดอกสีขาว มีลายเส้นสีแดงอมชมพู เกสรเพศผู้ 6 อันกระจุกอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณกลางดอก
อัตราการเจริญเติบโต: ปานกลาง
ดิน: ดินร่วนระบายน้ำดี
น้ำ: ปานกลาง
แสงแดด: เต็มวัน

ขยายพันธุ์: แยกหัว

ที่มาhttp://book.baanlaesuan.com/plant-library/hippeastrum-reticulatum/http://oknation.nationtv.tv/blog/lammai/2012/07/31/entry-1

กวักมรกต

กวักมรกต


         ความเชื่อเกี่ยวกับต้นไม้มงคล ที่ว่าปลูกไว้ในบ้านแล้วจะดี มีโชคลาภ ช่วยเรียกเงินเรียกทองเข้าบ้าน ซึ่งความเชื่อที่ว่านี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณกาลแล้ว และมีต้นไม้มงคลก็มีมากมายหลากหลายชนิดที่นิยมปลูกัน มีอีกหนึ่งต้นไม้มงคลมาแนะนำกัน นั่นก็คือ ต้นกวักมรกต ปลูกในบริเวณบ้านจะช่วยส่งเสริมการมีโชคลาภ กวักเงินกวักทอง กวักมรกต เรียกทรัพย์เข้ามายังบ้าน
ลักษณะทั่วไป
          ต้นไม้ชื่อมงคลอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกในอาคารบ้านเรือน เพราะเป็นต้นไม้ในร่มที่สวยงาม แถมมีนามเป็นมงคล ลักษณะลำต้นเป็นหัวใต้ดิน แตกใบย่อยเป็นสีเขียวมรกตเฉดเข้ม ใบแข็งและเป็นมัน สื่อถึงความมั่งคั่ง และความราบรื่น ส่วนดอกเป็นช่อ มีลักษณะคล้ายดอกเดหลี คนส่วนใหญ่นิยมปลูกต้นกวักมรกตเป็นไม้ประดับภายในบ้าน เนื่องจากดูแลง่าย ไม่ค่อยพบปัญหาโรคพืช หรือแมลงมารบกวน

วิธีปลูกต้นกวักมรกด
  • ดินร่วน ระบายน้ำได้ดี ไม่ขังน้ำ
  • ปลูกในที่พอมีแสงส่วงบ้้าง
  • ไม่ต้องการน้ำมาก


วิธีขยายพันธุ์ต้นกวักมรกต
  • เนื่องจากเป็นต้นชนิดหัว ดังนั้นเมื่อต้นเจริญเติบโตเต็มที่ สามารถแยกหัวเพื่อขยายพันธุ์ได้
  • อีกวิธีหนึ่งที่พิเศษคือ การใช้ "ใบ" ในการปลูก โดยการตัดใบให้เหลือก้านเล็กน้อย จะไปแช่น้ำเพื่อให้รากงอกก่อนจึงค่อยปลูก หรือ นำใบไปปักลงดินเลยก็ได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม เท่าที่ทดสอบการปลูกด้วยปักชำใบ จะต้องใช้เวลานานมากพอสมควร ประมาณ 1-2 เดือนเลยทีเดียว กว่าจะได้เห็นต้นเล็กๆ โผล่มาจากดิน


วิธีการปลูกและดูแลรักษา
         คุณสามารถปลูกต้นกวักมรกตในดินผสมแกลบ หรือดินปลูกต้นไม้สำเร็จรูปได้เลย ส่วนการรดน้ำต้นไม้ไม่ต้องรดมากนักก็ได้ เพราะไม้ชนิดนี้ไม่ชอบน้ำชุ่มเท่าไร และหากรดน้ำมากเกินไป รากมีสิทธิ์เน่าตายได้เลยทีเดียว แต่ควรให้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกละลายน้ำเดือนละครั้งด้วยค่ะ


ที่มาhttps://home.kapook.com/view83234.html
        http://www.myhomemygardening.com/2013/08/blog-post_19.html
        https://www.youtube.com/watch?v=snq6v0J5kPQ

ต้นเดหลี

ต้นเดหลี


           เดหลี เป็นไม้ประดับที่เป็นที่ยอมรับว่า มีความโดดเด่น สวยงาม  เนื่องจากให้ดอกสีขาวที่สวยงาม จึงนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับภายในบ้าน หรืออาคาร เป็นไม้ประดับที่มีอัตราการคายความชื้นสูง มีใบสีเขียวเข้มมันเป็นวาว ดอกเป็นช่อสีขาวหรือขาวแกมเหลือง กาบหุ้มช่อดอกมีสีขาวคล้ายดอกหน้าวัว เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูงประมาณ 30–60 เซนติเมตร โดยธรรมชาติแล้วไม้ประดับชนิดนี้ชอบขึ้นอยู่ตามริมลำธารที่มีร่มเงาในป่าฝนเขตร้อน แต่เมื่อนำมาปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับภายในอาคาร เดหลีก็สามารถปรับตัวได้ดี และเป็นไม้ดอกไม้ประดับในจำนวนน้อยชนิดที่สามารถออกดอกได้ภายในอาคาร ถึงแม้จะมีความชื้นต่ำ และได้รับแสงจากหลอดไฟฟ้าเท่านั้น ขอเพียงแต่ดินที่ปลูกต้องมีความชุ่มชื้นอยู่เสมอ
        เดหลี (Peace lily) จัดเป็นไม้ประดับที่นิยมปลูกเพื่อการประดับต้น ประดับใบ และประดับดอก เนื่องจากใบมีขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม ทำให้แลดูสดชื่น และมีดอกที่มีใบประดับดอกสีขาวนวลขนาดใหญ่สวยงาม ทั้งนี้ มีความเชื่อว่า เดหลี เป็นไม้มงคลที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ปลูกมีอายุมั่นขวัญยืน และนำโชคลาภมาให้

• สกุล : Spathiphyllum
• ชื่อวิทยาศาสตร์ : ตามชนิดต่างๆที่นิยมปลูก
       – Spathiphyllum cannifolium (Dryand.) Schott.
       – Spathiphyllum wallisei
• ชื่อสามัญ : Peace lily
• ชื่อท้องถิ่น :
        – เดหลี
        – เดหลีใบกล้วย
        – เจ็ดทิวา
        – หน้าวัวไทย
        – กวักมงคล
        – กวักมงคลใบโพธิ์
• ถิ่นกำเนิด : ประเทศในแถบทวีปอเมริกาใต้ อาทิ โคลัมบีย และเวเนซูเอล่า มีมากกว่า 40 ชนิด
ลำต้น
        เดหลี เป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุนานหลายปี มีลำต้นแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ลำต้นส่วนใต้ดินที่เป็นหัว และไหล และลำต้นเหนือดินแตกหน่อจากไหลขึ้นมา โดยลำต้นเหนือดินแตกหน่อออกด้านข้างทำให้เป็นกอจนแลดูเป็นทรงพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นสูงประมาณ 40 – 70 เซนติเมตร ทั้งนี้ ทุกส่วนทั้งลำต้น ใบ และดอก เมื่อกรีดจะมีน้ำยางใส
         ใบเดหลี เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกันจากลำต้น ก้านมีสีเขียวเข้ม ยาว 30-40 เซนติเมตร ใบมีรูปรี แผ่นใบเรียบ และเป็นมัน มีสีเขียวเข้ม โคนใบสอบแคบ ปลายใบเรียวแหลม และโค้งลงดิน ขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ขนาดใบกว้าง 15-25 เซนติเมตรยาว 25-50 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบเป็นร่องสีเขียวเข้มชัดเจน
         ดอกเดหลี ออกดอกเป็นช่อ แทงออกจากยอดของลำต้น ยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร ปลายก้านดอกประกอบด้วยใบประดับสีขาวนวล 1 ใบ มีลักษณะเป็นรูปหัวใจสวยงาม โคนใบกว้างเว้าตรงกลาง ปลายใบแหลม กว้างประมาณ 8-12 เซนติเมตร ยาว 15-20 เซนติเมตร ถัดมาเป็นช่อดอกที่มีลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอก ซึ่งประกอบด้วยดอกย่อยที่ไม่มีก้านดอก ขนาดเล็กจำนวนมาก คล้ายกับไข่แมงดานา โดยดอกย่อยแต่ละดอกมีสีเหลืองอ่อน ซึ่งเมื่อบานจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆนาน 8-10 วัน ซึ่งจะส่งกลิ่นหอมแรงในช่วงเช้า ทั้งนี้ เดหลีจะออกดอกได้ตลอดทั้งปี และออกดอกมากในฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กันยายน
• วงศ์ : Araceae

ประโยชน์เดหลี
1. เดหลีนิยมปลูกเป็นไม้ประดับต้น และประดับดอก เนื่องจาก ลำต้น และใบมีสีเขียวเข้ม ใบมีขนาดใหญ่ ส่วนดอกจะมีสีขาว สามารถให้ดอกได้ตลอดทั้งปี
2. เดหลี นอกจากจะปลูกประดับแล้ว ยังจัดเป็นไม้มงคลที่เชื่อว่าจะทำให้ผู้ปลูกมีอายุมั่นขวัญยืน ช่วยปัดเป่าภัย และนำโชคลาภมาให้
3. เนื่องจากต้นเดหลีมีใบขนาดใหญ่ สีเขียวเข้ม จึงเชื่อว่าเป็นไม้ที่ช่วยดูดซับสารพิษได้ดี จึงนิยมปลูกในกระถางสำหรับตั้งไว้ในอาคาร ในห้องรับแขกหรือในห้องทำงาน เพื่อช่วยดูดซับสารมลพิษ
4. ดอกเดหลีเมื่อออกดอกจะมีกลิ่นหอม จึงนิยมนำต้นเดหลีที่ออกดอกแล้วมาวางไว้ในบ้านหรือห้องรับแขกสำหรับปรับกลิ่นอากาศ ซึ่งสามารถให้กลิ่นหอมได้นาน 8-10 วัน ในการออกดอกแต่ละครั้ง และส่งกลิ่นหอมมากในช่วงเช้า เวลา 07.00-10.00 น.
5. ดอกเดหลีมีกลิ่นหอมที่เป็นสารล่อแมลงวันผลไม้ได้ ดังนั้น บางบ้านมักใช้เดหลีล่อแมลงวันผลไม้มารวมกันเพื่อกำจัด นอกจากนั้น อาจนำเดหลีไปปลูกในสวนผลไม้เพื่อเป็นแหล่งล่อแมลงวันผลไม้ให้ออกห่างจากผลไม้ โดยเฉพาะในช่วงการเก็บผลผลิต ทั้งนี้ ดอกเดหลี 3-4 ดอก จะมีความสามารถล่อแมลงวันผลไม้เทียบเท่ากับสารเมธิลยูจินอล 0.5 ซีซี (ที่มา : 1)

การปลูกเดหลี
      เดหลี เป็นไม้ดอกที่ชอบดินร่วน และมีความชื้นสูง ชอบแสงแดดรำไร อุณหภูมิประมาณ 18-25 องศา ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งในกระถาง และปลูกในแปลงใต้ต้นไม้ใหญ่
      เดหลีนิยมปลูกด้วยการแยกหน่อหรือต้นอ่อนเป็นหลัก เนื่องจากดอกติดเมล็ดได้น้อยมาก ส่วนการปักชำไม่นิยมเช่นกัน เพราะจะต้องตัดต้นมาปักชำเท่านั้น เนื่องจากลำต้นไม่แตกกิ่ง แต่จะใช้ในกรณีที่ต้องถอนต้นหรือตัดต้นทิ้งจากแปลง เพื่อให้ต้นเกิดราก และเติบโตใหม่ ทั้งนี้ เดหลีนิยมปลูกทั้งในกระถางสำหรับตั้งไว้ในอาคาร และปลูกในแปลงจัดสวนบริเวณที่มีร่มไม้ใหญ่หรือมีแสงส่องรำไร
การเตรียมดิน
        เดหลี เป็นไม้ที่ชอบดินร่วนซุย ดังนั้น ดินหรือวัสดุที่ใช้ปลูกควรเป็นดินร่วนหรือนำดินร่วนมาผสมกับปุ๋ยคอกหรือวัสดุอินทรีย์อื่นๆ เช่น แกลบดำ ขุ๋ยมะพร้าวเป็นต้น
การแยกหน่อ
        เดหลีที่ปลูกนานกว่า 1 ปี จะเริ่มแตกหน่อได้อย่างรวดเร็ว และสำหรับหน่อเดหลีที่ใช้แยกปลูก ควรมีความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร นอกจาก การแยกหน่อแล้ว ยังสามารถแยกเหง้าหรือต้นออกปลูกได้ด้วย ทั้งนี้ การขุดหน่อหรือแยกต้นออกปลูกให้ขุดเปิดหน้าดินจนเห็นหน่อหรือรอยต่อของต้นก่อน หลังจากนั้น ให้ใช้มีดหรือเสียมเล็กแทงตัดหน่อหรือลำต้นออก และจะต้องให้มีรากติดหน่อหรือลำต้นมาด้วยทุกครั้ง
วิธีปักชำ
       วิธีนี้เพาะนี้ ไม่เป็นที่นิยม และไม่ค่อยได้ผลนัก เพราะลำต้นมักเน่าหรือแห้งตายก่อน ซึ่งมักใช้ในกรณีที่ต้องตัดต้นทิ้งจากแหล่งปลูก และบริเวณเหง้าเสียหายจนต้องตัดทิ้ง ทำได้ด้วยการตัดโคนลำต้น แล้วนำปักชำลงแปลงหรือในกระถาง ก่อนจะรดน้ำจนกว่าต้นจะติดหรือรากแทงออก
การดูแล
       – รดน้ำ ควรให้น้ำเป็นประจำทุกวัน อย่างน้อย 2 วันต่อครั้ง ในปริมาณที่เพียงหน้าดินชุ่ม
       – ใส่ปุ๋ย ควรเน้นที่ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ให้ 2-3 เดือน/ครั้ง แต่ละครั้งให้ 1-2 กำมือ หรืออาจให้ร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ด้วยการละลายน้ำ 1 หยิบมือ ในทุกๆปีละ 2 ครั้ง

การวางกระถาง
        เดหลีเป็นไม้ที่ชอบแสงรำไร และมีอากาศไม่ร้อนมาก จึงต้องวางกระถางในที่ร่มหรือในอาคารที่แสงแดดส่องถึงน้อย แต่หากปลูกหรือวางในแปลง ควรปลูกหรือวางกระถางไว้ใต้ร่มไม้ใหญ่ ทั้งนี้ ควรหลีกเลี่ยงการวางกระถางหรือปลูกลงแปลงที่มีแสงแดดส่องทั้งวัน เพราะจะทำให้ใบมีสีซีดลง

เศรษฐีเรือนใน

เศรษฐีเรือนใน


          ว่านเศรษฐีเรือนใน มีสรรพคุณด้านเสี่ยงทายและป้องกันภัยอันตรายทั้งปวง เช่นเดียวกับว่านเศรษฐีเรือนนอก และเศรษฐีเรือนกลาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chlorophytum Comosum
ชื่อสามัญ : Spider Plant
วงศ์ : Liliaceae (Lily)
ถิ่นกำเนิด : อัฟริกาใต้ เป็นพืชพื้นเมืองของกาบอง
แสงแดด : กึ่งแดด กึ่งร่ม

อุณหภูมิ : 18–24 องศาเซลเซียส
ลักษณะทั่วไป
           เศรษฐีเรือนในเป็นไม้กอขนาดเล็ก ลักษณะใบเป็นใบเล็กเรียวสีเขียวอ่อน ๆ ตลอดใบ ตรงกลางใบไม้เป็นแถบสีขาวยาวตลอดทั้งใบเช่นกัน ความยาวของใบมีขนาดประมาณ 15-30 เซนติเมตร นิยมปลูกภายในอาคารเพราะเป็นพืชที่มีความสามารถในการดูดสารพิษ และฟอกอากาศได้ นอกจากนี้ต่างชาติยังเรียกว่า ต้นแมงมุม (Spider Plant) หรือ ต้นเครื่องบิน (Airplane Plant) เนื่องจากต้นจะแกว่งไป-มาเวลาที่ถูกลมพัด รวมทั้งยังเป็นต้นไม้มงคลที่ปลูกแล้วเชื่อว่าจะทำให้ร่ำรวยเหมือนชื่อต้นอีกด้วย

วิธีการปลูกและดูแลรักษา
          เศรษฐีเรือนในเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยที่ระบายน้ำได้ดี นิยมปลูกในกระถางขนาดเล็กแบบแขวน สามารถปลูกได้ในที่ร่ม แต่ควรให้แดดส่องถึงพอประมาณ รวมทั้งควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือสังเกตหน้าดินว่าแห้งหรือไม่ก็พอ เนื่องจากต้นเศรษฐีเรือนในไม่ค่อยชอบแดดและน้ำมากนัก อีกทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายมากด้วยการตัดไปปลูกใหม่

ที่มา https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=fasaiwonmai&month=02-2013&date=06&group=2&gblog=469
        https://home.kapook.com/view83234.html

ว่านเสน่ห์ขุนแผน

ว่านเสน่ห์ขุนแผน


           เป็นว่านเสี่ยงทายของเจ้าของว่าน ถ้าว่านเจริญงอกงามดีย่อมหมายถึงว่าเจ้าของว่านเป็นผู้มีความเป็นอยู่เจริญดีมีความสุข และยังเป็นว่านเมตตามหานิยม บรรดานักเลงเจ้าชู้ทั้งหลายพยายามเสาะหาไว้เพราะเป็นว่านมหาเสน่ห์ชนิดหนึ่ง พ่อหม้าย แม่หม้าย หากมีไว้บูชาจะมีผู้เชยชมมิได้ขาด

ว่านเสน่ห์ขุนแผน
ชื่อวิทยาศาสตร์: Calathea cv.Sanderiana
ชื่ออื่น : เสน่ห์ขุนแผน, ว่านดาบขุนแผน,ว่านพลายชุมพล
ถิ่นกำเนิด : เปรู
พื้นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน มีลายเส้นริ้วคล้ายก้างปลาพาดทั้งสองข้างของแผ่นใบ เมื่อใบอ่อน เส้นพาดจะมีสีชมพู พอแก่เปลี่ยนเป็นสีขาว ใต้ใบสีม่วงแดง ถ้าปลูกลงกระถางต้นใบจะไม่ใหญ่มาก แต่ถ้าปลูกลงดินต้นจะใหญ่มาก


ลักษณะทั่วไป ของ ว่านเสน่ห์ขุนแผน
            เป็นพันธุ์ไม้ล้มลุกที่มีลำต้นใต้ดิน หัวมีสีเหลืองออกน้ำตาล มีรากใหญ่และแข็งแรง ใบมีลักษณะเป็นใบรีรูปขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนใบมนหรือตัดห่อตัวเข้าหาก้านใบ ขอบใบเรียบเป็นคลื่นเล็กน้อย พื้นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน มีลายเส้นริ้วคล้ายก้างปลาพาดทั้งสองข้างของแผ่นใบ เมื่อใบอ่อน เส้นพาดจะมีสีชมพู เมื่อแก่จะจางลงเป็นสีขาว จึงได้ชื่อว่าว่านสามกษัตริย์ ท้องใบมีสีม่วงแดง ลักษณะใบกว้าง แข็งและก้านใบยาว ดอกสีขาว ออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดที่ปลายกิ่ง มีกาบรองดอกตั้งแต่สองใบขึ้นไปดอกย่อยมี กลีบเลี้ยงไม่เชื่อมติดกันชั้นของกลีบดอกเป็นท่อ แบ่งเป็นกลีบ 2-3 กลีบ โดยมีหนึ่งกลีบที่โค้งงอลง

การปลูกว่านเสน่ห์ขุนแผน
          ปลูกโดยใช้ดินร่วนที่มีความอุดมสมบูรณ์และระบายน้ำได้ดีเป็นดินปลูก เมื่อลงปลูกควรกลบดินให้มิดหน่อที่แยกมาปลูกหรือกลบให้พอมีหัวโผล่ดินบ้าง ควรปลูกว่านด้วยดินปนทรายรดน้ำมากๆ แต่ระวังอย่าให้ดินแฉะ ควรจัดวางให้ได้รับแสงแดดรำไรบ้างพอสมควร
         ลักษณะเป็นว่านมีหัว รากเป็นเส้นใหญ่ไม่แตกรากฝอย ลำต้นและใบเหมือนขมิ้น ลำต้นประกอบด้วยกาบของก้านใบหลายกาบซ้อนกัน ใบรูปใบพาย ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบติดก้านใบ พื้นใบสีเขียว เส้นกลางใบสีแดงเข้มหรือแดงเลือดหมู ส่วนที่เห็นเป็นลำต้นเหนือดินสีแดงเข้มเช่นกัน ลำต้นส่วนที่ฝังอยู่ในดินและหัวเป็นสีขาวหรือขาวอมเขียว รากเป็นสีน้ำตาล ช่อดอกเป็นกาบเรียวซ้อนสับขวางกันหลายๆ กาบ กาบใบแต่ละกาบมีดอกสีเหลืองทองขนาดเล็ก กลิ่นหอมเย็น

การขยายพันธุ์ โดยการแยกหน่อ หรือแง่ง
         การใช้ประโยชน์: เป็น ว่าน ที่คนโบราณนับถือกันมาก เพราะนอกจากจะเป็น ว่าน ที่ปลูกไว้เป็นเสน่ห์มหานิยมแล้วยังเป็น ว่าน ที่แก้พิษงูได้อีกด้วย เป็น ว่าน เสี่ยงทายอีกต้นหนึ่ง โดยให้ดูการเจริญงอกงามของว่านเป็นที่สังเกต เมื่อจะทำกิจการใด ถ้าเห็นว่านนั้นมีลักษณะไปตามแรกอธิษฐานก็ให้พึงตัดสินใจตามนั้น

ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว

ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว


            สำหรับว่านเสน่ห์จันทร์ขาว เชื่อกันว่าหากปลูกไว้ในบ้าน จะช่วยเสริมเสน่ห์ให้ผู้ปลูกมีคนรักคนหลง เพื่อนบ้านรักใคร่ คนโสดจะได้คู่ครอง มีเมตตามหานิยม อีกทั้งยังให้โชคลาภและมีศิริมงคล หากมีกิจการร้านค้าปลูกไว้จะค้าขายร่ำรวย นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ให้ความสวยงาม และส่งกลิ่นหอม

ลักษณะของว่านเสน่ห์จันทร์ขาว
          ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว เป็นว่านที่มีหัวอยู่ใต้ดิน โดยมีลำต้นโผล่ขึ้นมาและมีกาบใบห่อหุ้มลำต้นไว้ ลักษณะคล้ายกับต้นบอน ลักษณะใบคล้ายใบโพธิ์ ปลายใบแหลมเรียว โคนใบเว้าเข้าหาก้าน ใบสีเขียวและมีเส้นกลางใบสีอ่อน มีดอกสีขาวอมเขียวออกดอกเป็นกลุ่ม ทุกส่วนของว่านเสน่ห์จันทร์ขาวมีกลิ่นหอมฟุ้ง

วิธีการปลูกว่านเสน่ห์จันทร์ขาว

  •   ใช้ปุ๋ยใบก้ามปู ผสมดินกับขี้วัวเล็กน้อย จากนั้นผสมน้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ (EM) แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 วัน
  •   ใช้กระถางขนาด 8 นิ้ว ในการปลูก โดยแยกหน่อที่แข็งแรงมาลงปลูก นำกระถางปลูกไปวางไว้บริเวณที่มีความชื้นสูง แต่ถ่ายเทได้ดี ไม่ควรโดนแดด

วิธีการดูแลรักษาว่านเเสน่ห์จันทร์ขาว
 ดิน : ชอบดินทราย หรือดินที่มีการระบายน้ำได้ดี
 ปุ๋ย : ใช้ปุ๋ยใบก้ามปู ขี้วัว และหัวเชื้อจุลินทรีย์ (EM)
 น้ำ : ชอบน้ำมาก แต่ไม่ชอบให้น้ำขัง ควรรดน้ำทุกวัน หากเป็นฤดูแล้งให้รดน้ำเช้า-เย็น แต่ต้องไม่ปล่อยให้น้ำขัง
 แสง : ไม่ชอบแสงแดดจัด จึงควรปลูกไว้ในที่มีแสงแดดรำไร

การขยายพันธุ์ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว
        ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว สามารถขยายพัยธุ์ได้โดยการแตกหน่อ สามารถแยกหน่อที่สมบูรณ์มาลงกระถางเพื่อขยายพันธุ์ได้

คาถาบูชาว่านเสน่ห์จันทร์ขาว

          เชื่อกันว่า ว่านเสน่ห์จันทร์ขาว สามารถนำมาใช้แกะสลักเป็นพระพุทธรูป หรือนางกวัก เพื่อเสริมศิริมงคลได้ โดยระหว่างแกะสลักให้ท่องบริกรรมคาถา “นะโม พุทธายะ” ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเสร็จ จากนั้นใส่น้ำมันจันทน์ลงไป ระหว่างใส่ให้ท่องบริกรรมคาถาไปด้วย แล้วเอาขันน้ำมันไปตั้งไฟ ท่อง “อิติปิโสฯ” ให้ได้ 100 จบ สลับกับ “นะโม พุทธายะ” 100 จบจนกว่าน้ำมันจะเดือด ก่อนที่จะนำเอาว่านที่แกะสลักแล้วเวียนทางขวา 3 รอบ แล้วนำไปบูชาเพื่อเสริมเสน่ห์ให้คนรักคนหลง

ที่มา https://home.kapook.com/view54991.html

โหระพา

โหระพา


           พืชสมุนไพรที่ถือเป็นต้นไม้มงคล ในทางสากลเชื่อกันว่าจะนำพาความรัก ความโชคดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง และความร่ำรวยมาให้คนในบ้าน

วิธีปลูกโหระพา                                                                             
โหระพาเป็นพืชล้มลุกอายุสั้น  ลำต้นเป็นทรงพุ่มสูงประมาณ 60 - 70 เซนติเมตร ใบเขียว ก้านใบและลำตัวมีสีม่วง ใบมีกลิ่นหอม ใบโหระพาเป็นผักที่ใช้ใบบริโภค  ใช้ปรุงแต่งอาหารให้มีรสชาติ และกลิ่นหอมน่ารับประทาน

การเพาะเมล็ดสำหรับทำกล้า
  1. ทำแปลงเพาะขนาดความกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่แปลง
  2. ย่อยดินให้ละเอียด  คลุกเคล้าปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก
  3. หว่านเมล็ดให้ทั่วแปลง
  4. หลังเพาะประมาณ 7 - 10  วัน  เมล็ดเริ่มงอก
  5. ดูแลรักษาต้นกล้าประมาณ 25 - 30  วัน  ก็ย้ายต้นกล้าไปปลูกในแปลงได้
การเตรียมดินปลูกและการย้ายกล้าปลูก
  1. ใช้จอบขุดดินลึกประมาณ 15 - 20 ซม.  หรือ 1 หน้าจอบ
  2. ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงแปลงกว้าง 1 เมตร ความยาวแล้วแต่ขนาดแปลง
  3. ขุดหลุมปลูกขนาดลึก 1/2  หน้าจอบ
  4. ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 30 ซม.  ระหว่างแถว 60 ซม.  
  5. นำต้นกล้าลงปลูกในหลุมแล้วรดน้ำตา
การดูแลรักษา
  1. การใส่ปุ๋ย  เมื่อต้นโหระพาอายุ  10 - 15 วัน
  2. ใช้ปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนี่ยมซัลเฟต 1 - 2 ช้อนชา ต่อน้ำ 10 ลิตร  รดทุก 5 - 7 วัน
  3. เมื่อต้นโหระพาอายุ 25 - 30 วัน ใส่ปุ๋ย 15-15-15  อัตรา 1ช้อนชา  ต่อต้น  ให้ทุก 20 - 25 วัน  โดยโรยห่างโคนต้น  3 - 5 ซม.หรือจะใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ปุ๋ยวิทยาศาสตร์น้อยลงได้
  4. การให้น้ำ  ให้น้ำอย่างเพียงพอและสม่ำเสมอทุกวัน
  5. การกำจัดวัชพืช  ควรกำจัดวัชพืชทุกครั้งที่มีการให้ปุ๋ย และเมื่อมีวัชพืชรบกวน
การเก็บเกี่ยว
  1. หลังปลูกประมาณ 30 - 35 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยใช้มือเด็ดหรือกรรไกร  ตัดกิ่งที่มียอดอ่อนไปบริโภค
  2. ถ้าต้นโหระพาออกดอกควรหมั่นตัดแต่งออกทิ้ง เพื่อให้โหระพามีทรงพุ่มที่แข็งแรงและมีอายุยืนยาว

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ดอกเหมย

ดอกเหมย


มีความหมายมงคลถึง ความชื่นบาน ความมีโชค ความยิ่งใหญ่ และอายุยืนยาวกับความอ่อนเยาว์ที่ยืนยง
...ถือเป็นหนึ่งในสามเกลอแห่งฤดูกาลอันหนาวเย็น คือ ไผ่ หลิว และเหมยหรือดอกบ๊วยนั่นเองค่ะ ✨

🔸 กวีจีนเปรียบความงามของดอกเหมยว่ามีกลีบดอกขาวประดุจหิมะ ก้านเขียวเหมือนสีหยก ได้รับสมญาว่า "ยอดแห่งความหอมของมวลดอกไม้"

โดยเฉพาะในฤดูหนาวที่ดอกไม้ชนิดอื่นจะร่วงโรยและเหี่ยวเฉา มีเพียงดอกเหมยเท่านั้นที่คงความงามและความสดชื่นอยู่จนถึงต้นฤดูใบไม้ผลิ

ดังนั้นดอกเหมยจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งการมาของฤดูใบไม้ผลิด้วย รวมถึงเป็นสัญลักษณ์แห่งตรุษจีนและสัญลักษณ์แห่งความสุข

ลักษณะขอฃดอกเหมย
           ดอกเหมยเป็นดอกไม้ของจีนที่ค่อนข้างจะคุ้นหูคนไทยอีกชนิดหนึ่ง แต่เห็นจะมีน้อยคนเต็มทีที่จะเคยเห็นดอกเหมย คนจีนในเมืองไทยก็ไม่ค่อยจะได้เห็นดอกเหมยกันกี่คนนัก เพราะในเมืองไทยไม่มี แต่ถึงกระนั้นเราก็มักจะพูดถึงสาวจีนว่างามเหมือนดอกเหมย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเหมยงามอย่างไร เรารู้แต่กิตติศัพท์ว่าดอกไม้ ที่เรียกว่าเหมยนั้นงามนัก

         ดอกเหมยมิใช่จะมีความงดงามอย่างเดียว หากมีคุณลักษณะอันสูงที่มักจะนำเอามาเป็นตัวอย่างแก่คนได้ด้วย ลักษณะของต้นเหมยเป็นอย่างไร เห็นจะต้องพึ่งคำอธิบายของ “เนียน” เพราะท่านผู้นี้เคยอยู่ในเมืองจีน จึงอธิบายได้ละเอียดดีมาก

        “ต้นบ๊วย (อ่านตามสำเนียงภาษาแต้จิ๋ว) หรือเหมย (อ่านตามสำเนียงภาษากลาง) เป็นต้นไม้ผล ขนาดไม่ใหญ่ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีใบเป็นรูปมนๆรีๆ ร่วงในฤดูใบไม้ร่วงและมีดอกแย้มบานในระหว่างปลายฤดูหนาวติดต่อกับต้นฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่อากาศกำลังหนาวจัด และต้นไม้อื่นๆ ยังไม่ผลิดอกออกใบเลย ดอกเหมยชนิดนี้มีสีขาวแกมเขียวน้อยๆ เรียกว่า ชี้งเอ้อเหมย Plum flower ดอกเหมยที่มีสีชนิดนี้ จัดว่าเป็นดอกเหมยที่มีสีที่ถูกแบบคือเป็นสีที่นิยมกันโดยทั่วไป ยังมีต้นเหมยอีกชนิดหนึ่งที่มีดอกเป็นสีแดงชมพูเข้ม ดอกเหมยที่มีสีนี้งามสู้ดอกเหมยที่มีสีขาวดังกล่าวแล้วนั้นไม่ได้ จึงไม่จัดว่าเป็นดอกเหมยที่มีสีที่ถูกแบบ หรือสีที่นิยมกันสำหรับดอกเหมย ส่วนต้นเหมยชนิดที่มีดอกเป็นสีเหลืองประดุจสีขี้ผึ้ง หรือที่เรียกว่าหล้าเหมยนั้น ไม่จัดเข้าในจำพวกต้นเหมย เรียกว่า ต้น¬หนาน ถึงแม้คนโดยมากจะเข้าใจกันว่าเป็นต้นเหมยก็ดี เพราะฉะนั้น ดอกเหมยที่จะกล่าวถึงในที่นี้ จึงขอกล่าวถึงแต่ดอกเหมยชนิดที่มีสีขาว และแย้มบานในฤดูหนาว ต้นฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นดอกเหมยที่ได้รับรองกันในวงจินตกวีทั้งหลายว่าเป็นดอกเหมยที่เกิดจากพันธุ์แท้

            ลักษณะหรือรูปร่างของดอกเหมยเป็นดังนี้คือ ดอกหนึ่ง มีกลบมนๆ สีขาวโดยรอบ มีเกสรสีเหลืองอ่อนกระจายอยู่ตรงใจกลาง ดอกเหล่านี้ติดอยู่ประปรายตามกิ่งซึ่งปราศจากใบ ความบริสุทธิ์สดชื่นสวยงามที่มีอยู่ในรูปร่างลักษณะอันเรียบๆ แต่เป็นระเบียบนี้งามยิ่งนัก…อันกลิ่นหอมของดอกเหมยนี้ มีลักษณะค่อนข้างประหลาดพิสดารมาก กล่าวคือมีกลิ่นหอมรวยๆ รื่นๆ คล้ายกับเราได้กลิ่นดอกไม้ เมื่อเรายืนอยู่ทางปลายลม เราไม่รู้ว่ากลิ่นหอมนั้นแอบแฝงอยู่ที่ไหน แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็รู้ได้ว่ากลิ่นหอมนี้กำลังมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าเราลองเอาจมูกไปดมที่ดอกอย่างใกล้ชิด เพื่อจะสูดเอากลิ่นอันหอมหวนนั้นเข้าไปให้เต็มปอด หรือเพื่อที่จะชื่นใจเต็มที่ สิ่งที่เราสูดเข้าไปก็คืออากาศเราดีๆ นี่เอง ไม่มีกลิ่นหอมอะไรสักนิด แต่ทุกครั้งที่เราแง้มบานหน้าต่างหรือเปิดประตูออกไป เราจะรู้สึกได้ทันทีว่าดอกเหมยในสวน หรือในสนามเราได้กำลังบานแล้ว และขณะที่เรากำลังเดินอยู่ในกลางแจ้ง อากาศรอบๆ ตัวเราจะมีกลิ่นหอมหวนอวนอบ ไปด้วยกลิ่นหอมอันประหลาดพิสดารนี้ ทั้งๆ ที่เรายังไม่ทันจะได้มองเห็นต้นของดอกเหมยเลยแม้แต่ต้นเดียว พูดง่ายๆ ก็คือกลิ่นของดอกเหมยไม่ได้อยู่ที่ในตัวของดอกเหมย แต่อยู่ในอากาศรอบๆ ตัวของดอกเหมยนั่นเอง เพราะฉะนั้นดอกเหมยจึงเป็นดอกไม้ชนิดที่เราทุกคน เพียงแต่ได้ยืนชมดมกลิ่นอยู่ห่างๆ อันการจะอาจเอื้อมไปเด็ดมาดมเล่นนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่เปล่าประโยชน์ทีเดียวฯ

            อันกลิ่นหอมของดอกเหมยนั้นเล่าก็เป็นลักษณะ (character) อันหนึ่งของสุภาพชนเหมือนกัน คือสุภาพชนจะต้องเป็นผู้ที่มีธรรมจรรยาและความรู้อันสูงคล้ายดอกเหมยที่มีกลิ่นหอมอันพิสดารฉะนั้น ทั้งนี้เพื่อจะให้ผู้ที่อยู่ข้างเคียงได้แต่เพียงนิยมนับถืออยู่ห่างๆ มิอาจมาลวนลาม หรือกระทำให้เสื่อมเสียได้ ในปัจจุบันนี้ดอกเหมยเป็นดอกไม้ที่รัฐบาลและประชาชนชาวจีนยกย่องให้เป็นกว๋อฮว้า หรือดอกไม้ประจำชาติจีน”


วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ว่านมหาลาภ

ว่านมหาลาภ


         ว่านมหาลาภ หรือ เรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า ว่านกวักนางพญาหงสาวดี เป็น มีคุณประโยชน์ด้านเมตตามหานิยม ปลูกเลี้ยงดีจะชักนำให้เกิดลาภผลทวีคูณหลายประการ ส่วนใหญ่มักปลูกคู่กับว่านมหาโชค และปลูกเป็นต้นไม้เสี่ยงทาย  คือ หากว่านเจริญงอกงามดี ออกดอกดกดี ผู้ปลูกมักจะได้ลาภจากการเสี่ยงโชคเสมอ ในทางกลับกันหากว่าต้นอับเฉาไม่ออกดอกเป็นลางบอกเหตุว่าจะอับโชค เสียทรัพย์ เชื่อกันถ้าบ้านหลังใดมีว่านมหาโชค ว่านมหาลาภ และว่านมหาบัว โบราญถือว่าเป็นมงคลอย่างยิ่งเพราะครบกลุ่มไตรภาคี คือ มีโชค มีลาภ มีศิริมงคลและความสุข การปลูกว่านมหาลาภถ้าจะให้ขลังควรปลูกในวันศุกร์ข้างขึ้นจะดีที่สุด เวลารดน้ำให้เสกน้ำรดด้วยคาถา “ มหาลาโภโหตุ ภะวันตุเม 3 จบเสียก่อนจึงรดน้ำ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
         ราก และลำต้น ลำต้นแท้ของว่านมหาลาภจะเป็นหัวที่อยู่ใต้ดิน ที่มาจากกาบใบที่แปรมาเป็นแผ่นกาบเรียงหุ้มซ้อนกันแน่นในหลายชั้น รูปทรงหัวมีลักษณะกลม และแบน มีชั้นนอกบางมากคล้ายกระดาษหุ้มไว้ ชั้นนอกนี้มีสีสีน้ำตาลที่ทำหน้าที่รักษาความชื้นไม่ให้น้ำระเหยไปจากหัว รวมถึงป้องกันอันตรายจากโรค และแมลงต่างๆ ส่วนรากมีระบบเป็นรากฝอยสีขาว มีรูปทรงกลม เรียวเล็ก อวบน้ำ ส่วนปลายแหลม และมีแขนง โดยรากแทงออกจากฐานหัว จำนวน 35-40 ราก/ต้น
         ใบ ใบว่านมหาลาภเป็นส่วนที่อยู่เหนือดินทำให้มองเห็นเป็นลำต้น หรือเรียกทางวิชาการว่า ลำต้นเทียม สูงประมาณ 35-40 ซม. ประกอบด้วยก้านใบที่แทงออกจากตายอดเหนือหัว แยกเป็นก้านใบเดี่ยวๆ ก้านใบมีลักษณะแบน ยาว 15-20 ซม. กว้าง 1-1.5 ซม. แผ่นใบที่มีรูปไข่ ยาวประมาณ 20-25 ซม. กว้างประมาณ 8-12 ซม. โคนใบแคบ ปลายใบแหลม กลางใบขยายกว้าง แผ่นใบเรียบ ขอบใบเรียบ และเป็นมัน มีเส้นกลางใบมองเห็นชัดเจน ใบอ่อนจะม้วนตัวลง จำนวนใบ 1-3 ใบ/ต้น
         ดอก ดอกว่านมหาลาภจะมีสีส้ม แทงออกเป็นช่อ ประกอบด้วยดอก 5-13 ดอก ดอกมีกลีบดอก 6 กลีบ ยาวประมาณ 1 ซม. มีโคนกลีบเชื่อมติดกันทำให้มองเป็นรูปกรวย ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 6 อัน เกสรตัวผู้มีสีเขียว และมีก้านชูเกสรสีเหลืองอ่อน ถัดมาเป็นเกสรตัวเมียที่มีรังไข่ด้านล่าง และส่วนบนเป็นก้านชูเกสร 1 อัน ยาว 5-7 ซม. โค้งงอขึ้นด้านบน


ประโยชน์ และฤทธิ์มงคลว่านมหาลาภ
          1. ว่านมหาลาภ จัดเป็นว่านมหานิยม นิยมปลูกเป็นว่านมงคลที่มีความเชื่อว่าจะนำโชคลาภ เงินทอง และความร่ำรวยมาแก่ผู้ปลูกหรือคนในครอบครัว มักปลูกในกระถางหรือในแปลงไว้หลังบ้าน และหน้าบ้าน โดยเฉพาะหากมีการค้าขายจะนิยมปลูกที่หน้าร้านค้า ช่วยให้มีคนเข้าร้านมากขึ้น และมักปลูกคู่กับว่านมหาโชค ซึ่งเป็นว่านที่จะช่วยส่งเสริมในด้านต่างๆคู่กัน แต่ในตำราว่านจะแนะนำว่า หากปลูกแล้วห้ามขี้เกียจทำงาน ไม่ใช่จะรอหวังโชคลาภที่อาจได้มาจากการปลูกว่าน
          2. ใบ และลำต้นว่านมหาลาภมีความโดดเด่น ใบสีเขียวสดสวยงาม รวมถึงดอกที่มีสีส้มแดง ออกดอกเป็นช่อสวยงาม จึงนิยมปลูกสำหรับเป็นไม้ประดับต้น และประดับดอก
         3. ว่านมหาลาภจัดเป็นว่านต่างถิ่นที่หายาก จึงนิยมปลูกไว้เป็นว่านสะสม

การปลูกว่านมหาลาภ
        การปลูกว่านมหาลาภสามารถปลูกได้ด้วยการเพาะเมล็ด และการแยกหัวปลูก รวมถึงการผ่าหัวเป็นซีกๆ แยกออกปลูกก็ทำได้เช่นกันคล้ายกับ ว่านสี่ทิศ ด้วยการผ่าหัวในแนวตั้งออกเป็นซีกๆ โดยให้แต่ละซีกผ่านฐานหัว และแต่ละซีกจะต้องมีรากติดมาด้วย ก่อนนำลงปักในดินบนกระถางชำ และรดน้ำ ดูแลต่อจนกว่าจะแตกหน่อขึ้นใหม่

ที่มาhttp://puechkaset.com/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A0/
      http://saimherbal.blogspot.com/2012/02/blog-post_2924.html

วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561

พรมกำมะหยี่

พรมกำมะหยี่
ต้นไม้ในร่ม ปลูกในบ้านได้


ต้นเงินไหลมา

ต้นเงินไหลมา

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

         คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นเงินไหลมาไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความร่ำรวย เพราะเงินไหลมาเป็นไม้มงคลนาม สามารถทำให้เงินทองไหลมาสู่บ้านและผู้อาศัย จึงทำให้เกิดความมั่งมี และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นเงินไหลมายังช่วยสร้างความเป็นเสน่ห์แก่บ้านผู้อาศัย เพราะลักษณะใบของต้นเงินไหลมามีสีสรรค์ สวยงามสีกลางใบคล้ายเงิน

ชื่อวิทยาศาสตร์: Syngonium  podophyllum   Schott.
ชื่อวงศ์: ARACEAE
ชื่อสามัญ:  Tricolor Nepthytis
ถิ่นกำเนิด: เม๊กซิโกถึงบราซิล  และโบลิเวีย

ลักษณะวิสัย: ไม้เลื้อย
ลักษณะทั่วไป: ไม้เลื้อยอายุหลายปี   ต้นอวบน้ำ  เลื้อยพันรากพิเศษที่ออกตามข้อใบลำต้นสีเขียวอมเทา
          ใบ :    เป็นใบเดี่ยว  ใบอ่อนเป็นรูปหัวใจ  เมื่อมีอายุมากขึ้นจะเป็นรูปหัวลูกศร  โคนเป็นเงี่ยงหอก 
สีเขียวเป็นมัน ต่างสีขาวตามแนวเส้นใบ ก้านใบยาว
          ดอก : ออกดอกเป็นช่อ  คล้ายดอกหน้าวัว
          ผล :   ไม่พบว่าติดผลในบ้านเรา ขณะต้นยังเล็กจะมีลักษณะเป็นพุ่ม และจะดอกเลื้อยเมื่อ มีอายุมากขึ้น
          ซึ่งรูปร่าง ขนาด ลวดลาย และลักษณะของใบจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่นกัน ปัจจุบันมีพันธุ์ใหม่
สีและลายสวยงาม
          ส่วนที่เป็นพิเศษ: น้ำยางจากทุกส่วนของต้น  ถ้าสัมผัสจะทำให้เกิดผื่นคัน โดยการกิน  จะทำให้คันปาก  ปากและทางเดินอาหารอักเสบ
          ประโยชน์ :ใช้เป็นไม้ประดับสวยงาม
          การขยายพันธุ์: ปักชำ
          การกระจายพันธุ์ : การปลูกมี 2 วิธี คือ การปลูกในกระถาง และการปลูกในแปลงปลูก

ที่มา http://e-learning.shc.ac.th/shcbotanical/botanical-garden/57.htm

ต้นใบละบาท

ต้นใบละบาท

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ต้นใบละบาท

         คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นใบละบาทไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความร่ำรวยด้วยเงินตราเพราะถ้าหากผู้ใดปลูกต้นละบาท สามารถมีใบที่สวยงามและมีจำนวนใบมากขึ้นจะทำให้มีเงินเพิ่มมากขึ้นด้วยเนื่องจากการแตกใบ1ใบก็มีค่าเท่ากับ1บาทดังนั้นถ้า หากแตกใบหลายใบก็จะมีจำนวนเงินเพิ่มขึ้นหลายบาทตามไปด้วย นอกจากนี้ลักษณะใต้ใบก็ยังมีสีคล้ายกับเงินเคลือบอยู่ด้วย

          ลักษณะทั่วไปใบละบาทเป็นพรรณไม้ยืนต้นประเภทเถาเลื้อยลำต้นมีความยาวประมาณ1015เมตรชอบเลื้อยไปตามกิ่งไม้หรือต้นไม้ใหญ่เลื้อยไปได้ไกลแตกกิ่งก้านและใบคลุมแน่นทึบลำต้นสีเขียวมีขนอ่อนๆสีขาคลุมทั่วต้นลำต้นอวบน้ำใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกสลับกันเป็น คู่จากข้อของลำต้นใบใหญ่ลักษณะรูปใบโพธิ์สีเขียวสดใต้ใบจะมีขนอ่อนสีขาวเคลือบอยู่ทั่วใต้ใบขนาดกว้างประมาณ812เซนติเมตร ยาวประมาณ 12-18 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อออกตามส่วนยอด ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ประมาณ 3-5 ดอก ปลายดอกแยกออกเป็น 5 แฉก ดอกมีสีชมพู ตรงกลางดอกเป็นหลอดสีม่วงลักษณะดอกคล้ายดอกผักบุ้งการเป็นมงคลคนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นใบละบาทไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดความร่ำรวยด้วยเงินตราเพราะถ้าหากผู้ใดปลูกต้นละบาท สามารถมีใบที่สวยงามและมีจำนวนใบมากขึ้นจะทำให้มีเงินเพิ่มมากขึ้นด้วยเนื่องจากการแตกใบ1ใบก็มีค่าเท่ากับ1บาทดังนั้นถ้า หากแตกใบหลายใบก็จะมีจำนวนเงินเพิ่มขึ้นหลายบาทตามไปด้วย นอกจากนี้ลักษณะใต้ใบก็ยังมีสีคล้ายกับเงินเคลือบอยู่ด้วย ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นใบละบาท ไว้ทางทิศตะวันตก ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคารเพราะ โบราณเชื่อว่า การปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทั่วไปทางใบ ให้ปลูกในวันอังคารการปลูก นิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวนในละบาทเป็นพรรณไม้เลื้อยดังนั้นจึงควรทำร้านหรือซุ้มเพื่อให้ลำต้นเลื้อยขึ้นไปขนาดหลุมปลูก30x30x30เซนติเมตรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักดินร่วนอัตรา1:2ผสมดินปลูกคนไทยโบราณมักปลูกไว้ริมรั้วบ้าน เพราะสะดวกต่อการเกาะเลื้อย และแผ่ขยายลำต้นไปได้ไกล
การดูแลรักษา
แสง                         ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง

น้ำ                             ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง

ดิน                            ดินร่วนซุย ดินผสมอินทรีย์ ความชื้นปานกลาง

ปุ๋ย                            ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 0.5-1 กิโลกรัม/ต้น ใส่ปีละ 4-5 ครั้ง

การขยายพันธ์          การปักชำ การตอน วิธีที่นิยมและได้ผลดี   การตอน

โรค                          ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคเพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อการเกิดโรคพอสมควร

แมลง                        เพลี้ยต่าง ๆ (Aphis)

อาการ                        กัดแทะใบ ทำให้ใบเหลือง ชะงักการเจริญเติบโต

การป้องกัน                รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก

การกำจัด                   ใช้ยาคาราเทน อัตราและคำแนะนำระบุไว้ในฉลาก

ที่มาhttp://www.maipradabonline.com/maileay/bilabath.htm

ต้นเงินเต็มบ้าน

ต้นเงินเต็มบ้าน


         ต้นเงินเต็มบ้านเป็นอีกหนึ่งไม้มงคล ปลูกแล้วรวย ที่เชื่อว่าหากนำมาปลูกไว้ในบ้านจะช่วยเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล ทำให้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีเงินทองกองเต็มบ้านและทำให้คนในบ้านเจริญรุ่งเรืองค่ะ

        ลักษณะของต้นเงินเต็มบ้านคือ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ใบเรียวยาว ปลายใบแหลมคล้ายรูปหัวใจ มีสีเขียวเหลือบสีเทาเงิน มีปื้นสีเขียวหรือเขียวอมเทาที่ขอบใบ ใต้ใบและก้านใบมีสีเขียวเข้ม ส่วนโคนกาบใบมีลายขีดสีเทาจาง วิธีการปลูกคือ ตัดลำต้นจากต้นที่สมบูรณ์ มาปลูกในกระถางดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำปานกลางและตั้งกระถางให้โดนแดดรำไร

         ถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่นิยมนำมาปลูกไว้ที่บ้าน เสริมความเป็นมงคล ความเจริญรุ่งเรืองให้กับชีวิตหน้าที่การงาน และมีเงินทองกองเต็มบ้านอีกด้วย
        เป็นไม้ที่ไม่ชอบแดดมากนัก อยู่รำไร ไม่ต้องดูแลมากนัก พรวนดิน+ใส่ปุ๋ย 16-16-16 ประมาณ 2 เดือนครั้งก็ใบเขียวสวยดี ขยายพันธ์ง่าย เพียงตัดลำต้นไปปลูกใหม่ก็ขึ้นแล้ว หรือหากกระถางเดิมที่ปลูกไว้มันเต็มเกินไปรูปทรงไม่สวยสามารถตัดทิ้งได้ ไม่นานก็จะออกใบใหม่สวยงามเหมือนเดิม 

ที่มา https://today.line.me/th/pc/article/9+%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5+%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99+%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A0%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82-8e08lz

หว่านรวยไม่เลิก

หว่านรวยไม่เลิก


        ต้นไม้มงคลปลูกแล้วรวย ช่วยเสริมโชคลาภ ว่านนี้เป็นไม้อวบน้ำ ตระกูลเดียวกับกระบองเพชร ชอบดินร่วน ชอบแดดไม่จัดมาก และมีการระบายน้ำได้ดี ลักษณะของใบจะนิ่ม ๆ เหมือนยาง ด้านบนจะมีจุด ๆ สีเขียวเข้มบนพื้นใบสีเขียวอ่อนเหมือนใบเป็นรอยช้ำ การดูแลรักษาง่ายมาก ๆ แค่ให้แสงแดดรำไร ๆ ส่องถึงต้น และรดน้ำให้ชุ่มเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอแล้ว แถมการขยาย/ แพร่พันธ์ก็แสนง่าย เพียงตัดครึ่งใบเสียบปัก / วางลงดิน ไม่กี่วันก็แตกหน่อน้อยแล้ว
          ต้นรวยไม่เลิกนั้น มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ  DRIMIOPSIS MACULATE  LINDL. & PAXTON  จัดอยู่ในวงศ์เดียวกับลิลลี่  มีต้นกำเนิดจากแอฟริกาใต้  
ซึ่งบ้านเรานิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ตกแต่งสวนหรือตามสถานที่ต่างๆ เช่น ระเบียง ริมรั้วหรือทางเดิน 


      รวยไม่เลิกมีลักษณะเป็นลำต้นอยู่ใต้ดิน เป็นหัวกลมๆคล้ายหอมหัวใหญ่แต่ขนาดจะเล็กกว่า




       ใบเป็นแผ่นยาวหนานุ่ม  หน้าใบมีจุดด่างตลอดทั้งใบ ใต้ใบไม่มีจุด  



      รวยไม่เลิกออกดอกสีขาวมีก้านชูดอกยาวออกมาจากลำต้น   

            สำหรับการขยายพันธุ์นั้นการแยกหน่อและปักชำใบเป็นวิธีการหนึ่งที่ ได้รับความนิยมมากที่สุด  เมื่อต้นรวยไม่เลิกแตกหน่อ จะมีหน่ออ่อนจากต้นเก่างอกออกมา ซึ่งมีขนาดเล็กมากๆ ต้องรอให้ขนาดของหน่ออ่อนมีขนาดใหญ่เท่าเหรียญสิบถึงจะเหมาะสมแก่การแยกหน่อไปปลูก หลังจากแยกหน่อใบเลี้ยงเดิมจะเหี่ยวประมาณสองสามวันก็จะฟื้นตัวอีกครั้ง


         ส่วนการขยายพันธุ์โดยปักชำใบนั้น  ทำได้โดยการตัดใบวางลงดินไม่นานจะมีหน่ออ่อนเล็กๆงอกออกมาใต้ใบมากมาย สามารถนำไปเพาะปลูกได้อีก




         ด้านการดูแลรักษานั้น  ต้นรวยไม่เลิกเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำและแสงแดดรำไร  อากาศถ่ายเทสะดวก  ไม่ควรถูกแสงแดดจัดเพราะใบจะเฉา   หากได้รับการดูแลด้วยปัจจัยที่เหมาะสม ต้นรวยไม่เลิกก็สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี  จะนำไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่าย ก็ได้ปริมาณมาก แยกกอไม่หวาดไม่ไหวกันเลยทีเดียวครับ 

        


วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ต้นขนุน

ต้นขนุน

04_19
          อีกหนึ่งต้นไม้ชื่อมงคลที่คนนิยมปลูกเช่นกัน เพราะตามความเชื่อของคนโบราณ บอกกันว่า การปลูกต้นขนุนจะทำให้ผู้อยู่อาศัยได้รับการสนับสนุน มีคนคอยอุปการะอุดหนุนจุนเจือ คอยให้ความช่วยเหลือ มีคนสรรเสริญ สามารถป้องกันอันตรายและคนใส่ร้ายป้ายสีได้ ซึ่งหากบ้านไหนคิดจะปลูกต้นขนุนแล้วล่ะก็ ควรเลือกปลูกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะดีที่สุด โดยให้หัวหน้าครอบครัวเป็นคนลงมือปลูกในวันจันทร์ หรือวันพฤหัสบดี

การปลูกขนุน
 ขนุนที่นิยมปลูกกันทั่วไปอยู่มี 2 ประเภท คือ ขนุนหนัง และขนุนละมุด
          1. ขนุนหนัง ลักษณะเนื้อยวงแห้งกรอบ สีเหลืองทอง สีจำปา ยวงโตเนื้อแน่นหวานกรอบนิยมปลูกกันโดยทั่วไปขนุนหนังมีอยู่หลาย
พันธุ์เช่น จำปา ตาบ๊วย ฟ้าถล่ม เป็นต้น 
          2. ขนุนละมุด ลักษณะเนื้อยวงเปียก เละเหนียว เนื้อค่อนข้างบาง ยวงเล็ก รสหวาน มีกลิ่นหอม ขนุนพันธุ์นี้ ไม่ค่อยนิยมปลูกกันมากนัก อีกพวกหนึ่ง ซึ่งนิยมปลูกกันมากทางภาคใต้ของประเทศไทยคือ จำปาดะ ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายขนุน ผลเล็กยาวเรียวคล้ายผลฟัก เปลือกบาง เนื้อเละ รสหวาน กลิ่นหอม

การปลูกและการดูแลรักษา แนะนำให้ปฏิบัติ ดังนี้
1. การเตรียมดิน
           1.1 ใน ที่ลุ่มน้ำท่วมถึง เช่นที่ราบลุ่มแม่น้ำต่าง ๆ การปลูกขนุนในที่ ดังกล่าวต้องยกร่องเสียก่อน เช่นเดียวกับร่องผัก หรือร่องสวนในที่ลุ่ม เพื่อป้องกัน ไม่ให้น้ำท่วมถึงโคนต้นได้ ขนาดของร่องกว้างประมาณ 4-6 เมตร คูน้ำกว้าง 1.5 เมตร ส่วนความยาวของร่องขึ้นอยู่ กับขนาดของพื้นที่และความต้องการ ความสูง ของร่องยิ่งสูงมากยิ่งดี รากขนุนจะได้หยั่งลึกและเติบโตอย่างเต็มที่ เมื่อขุดยกร่อง เสร็จแล้วทำการปรับปรุงดินให้ร่วนซุยโดยการขุดตากดิน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เศษอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ เพราะดินในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำมักจะเป็นดินเหนียว จัด ไม่ค่อยเหมาะต่อการเจริญเติบโตของไม้ยืนต้น ในที่ซึ่งเห็นว่าดินยังไม่ ดีพอ ดินยังเหนียวอยู่มาก ควรจะปลูกพืชพวกรากตื้น ๆ หรือปลูกผักก่อนสัก 2-3 ปี แล้วจึงปลูกขนุน ส่วนในที่เป็นร่องสวนเก่ามีคันคูอยู่แล้ว เคยปลูกพืชอย่างอื่นจนดินร่วนซุยดี แล้วก็อาจจะทำการปรับปรุงดินอีกเล็กน้อยแล้วลงมือปลูกได้เลย
           1.2 ในพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึง ที่ป่า ที่เขา ถ้าเป็นที่ ๆ เคยปลูกพืชอย่างอื่น อยู่แล้วก็ไม่ต้องเตรียมดินมาก เพราะที่จะโล่งเตียนอยู่แล้ว เพียงแต่ปรับปรุงหน้าดิน โดยการไถพรวน ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักให้ดินดีขึ้น ส่วนที่เป็นป่าเปิดใหม่ต้องถางที่ให้ โล่งเตียน ไม่ให้มีไม้อย่างอื่นปนอยู่ ถ้าไถพรวนได้สักครั้งสองครั้งก็จะเป็นการดี ที่ดังกล่าวมักเป็นดินที่ร่วนชุยอยู่แล้ว ในที่บางแห่ง เช่นป่าเปิดใหม่มักจะมีอินทรียวัตถุ อยู่มากตามธรรมชาติก็ไม่จำเป็นต้องหามาเพิ่มเติม ส่วนในที่ ๆ เห็นว่าเป็นทรายจัด อินทรียวัตถุค่อนข้างน้อยก็ควรใส่เพิ่มโดยใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น มูลสัตว์ ต่าง ๆ เศษใบไม้ใบหญ้าที่แห้งผุพัง กากถั่ว เปลือกถั่ว เป็นต้น หรือจะปรับปรุงดิน โดยใช้ปุ๋ยพืชสดก็ได้โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วต่าง ๆ แล้วไถกลบให้ต้นถั่วสลายตัวผุพัง อยู่ในดิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะช่วยให้ดินร่วนซุย ระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำให้ดิน อุ้มน้ำดี เหมาะแก่การเจริญเติบโตของต้นขนุน

2. การขุดหลุมปลูก
           การปลูกทั้งแบบยกร่องและแบบปลูกในที่ดอน ควรปลูกเป็นแถวเป็น แนว เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา และการปฎิบัติงานสวน ระยะห่างระหว่างต้นหรือ ระหว่างหลุมคือ 8 x 10 เมตร หรือ 10 x l2 เมตร เป็นระยะที่เหมาะสำหรับการปลูก แบบไร่ หรือถี่กว่านี้ขี้นอยู่กับพันธุ์และความเหมาะสมต่าง ๆ ส่วนการปลูก แบบร่อง ต้นขนุนมักมีขนาดเล็กกว่าการปลูกแบบไร่ ระยะห่างระหว่างต้นอาจ ถี่กว่านี้ก็ได้  ขนาดของหลุมปลูก ให้ขุดหลุมขนาด กว้าง ยาว ลึก 50-100 เซนติเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินดีร่วนซุยมีพวกอินทรีย์วัตถุมาก ขุดหลุมขนาด 50 เซนติเมตร ก็พอ ส่วนที่ดินไม่ค่อยดีให้ขุดหลุมขนาดใหญ่ เพื่อจะ ได้ปรับปรุงดินในหลุมปลูกให้ดีขึ้น ทำให้รากเจริญเติบโตได้ดี ดินที่ขุดขึ้นมาจาก หลุมนั้นให้แยกเป็นสองกอง คือดินชั้นบนกองหนึ่งและดินชั้นล่างอีกกองหนึ่ง ตากดินที่ขุดขึ้นมาประมาณ l5-20 วัน แล้วผสมดินทั้งสองกองนั้นด้วยปุ๋ยคอก และปุ๋ยหมักอัตรา 1-2 ถังก่อสร้าง หรือผสมปุ๋ยอินทรีย์ตรายักษ์เขียว อัตรา 1-2 กก.ต่อ หลุม แล้วกลบดินลงในหลุมตามเดิมโดยให้ดินชั้นบนลงไว้ก้นหลุม และดิน ชั้นล่างกลบไว้ด้านบน ดินที่กลบลงไปจะสูงเกินปากหลุม ปล่อยทิ้งไว้ให้ดินยุบตัวดี เสียก่อนจึงจะลงมือปลูก

3. วิธีปลูก
           การปลูกไม่ว่าจะปลูกด้วยกิ่งตอน กิ่งทาบ หรือต้นที่เพาะเมล็ดก็ ตาม ให้ทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้รากขาดมากต้นจะชะงักการเจริญเติบโต ต้นขนุนที่ปลูกไว้ในภาชนะนาน ๆ ดินในภาชนะจะจับตัวแข็งและรากจะพันกัน ไปมา เวลาปลูกเมื่อเอาออกจากกระถางแล้วให้เอามือบิดินก้นภาชนะ ให้แยกออกจาก กันเล็กน้อยและค่อย ๆ คลี่รากที่ม้วนไปมาให้แยกจากกัน เพื่อจะได้เติบโตต่อไป อย่างรวดเร็ว
           3.1 การปลูกด้วยกิ่งทาบ อย่ากลบดินจนมิดรอยต่อของกิ่ง ให้ปลูกใน ระดับเดียวกับดินในกระถางเดิมหรือสูงกว่าเดิมเพียงเล็กน้อยแต่ไม่มิดรอยต่อ เพื่อจะได้มองเห็นว่ากิ่งที่แตกออกมานั้นเป็นกิ่งของต้นตอหรือของกิ่งพันธุ์ ถ้า แตกออกมาจากต้นตอให้ตัดทิ้งไปเพราะเป็นกิ่งที่ไม่ต้องการ
           3.2 การปลูกด้วยกิ่งตอน ให้กลบดินให้เสมอดินเดิมในภาชนะ หรือให้ เหลือจุกมะพร้าวที่ใช้ในการตอนโผล่อยู่ อย่ากลบดินจนมิดจุกมะพร้าวเพราะทำให้ ต้นเน่าได้ง่าย  เมื่อ ปลูกเสร็จให้หาไม้มาปักเป็นหลักผูกต้นกันลมโยกแล้วรดน้ำทันทีให้โชก ควรใช้ทางมะพร้าวช่วยคลุมแดดให้บ้างในระยะแรก เพราะถ้าโดนแดดจัดต้นอาจจะ เฉาชะงักการเจริญเติบโตได้ หลังจากปลูกแล้วให้คอยดูแลรดน้ำอยู่เสมอ ถ้าฝน ไม่ตกการใช้ฟางหรือหญ้าแห้งคลุมบริเวณโคนต้นจะช่วยรักษาความชื้นของดินได้ดี
             3.3 การปลูกพืชแซม การปลูกขนุนด้วยกิ่งตอนและกิ่งทาบจะใช้เวลา ประมาณ 3-4 ปีกว่าจะให้ผล และการปลูกด้วยเมล็ดใช้เวลาประมาณ 4-6 ปี ใน ระหว่างที่ต้นขนุนยังเล็กอยู่นี้ ควรปลูกพืชอย่างอื่นที่มีอายุสั้น ๆ เป็นการหารายได้ไป พลาง ๆ ก่อน ไม่ควรปล่อยที่ดินให้ว่างเปล่า นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้ว ยังต้องคอยดายหญ้าอยู่เสมออีกด้วย วิธีหนึ่งที่นิยมทำกันมากคือ ก่อนจะปลูก ขนุนควรปลูกกล้วยเสียก่อน เมื่อกล้วยโตพอสมควรจึงปลูกขนุนตามลงไป ซึ่งกล้วย จะช่วยเป็นร่มเงาให้ขนุนไม่โดนแดดมากเกินไป และทำให้สวนชุ่มชื้นอยู่เสมอ ต้นขนุนจะโตเร็ว จนเห็นว่าต้นขนุนโตพอสมควร ก็ทยอยขุดกล้วยออก การ ปลูกกล้วยก่อนนี้เป็นวิธีที่นิยมในการปลูกไม้ผลทั่วไป แต่มีข้อเสียตอนขุดรื้อ ต้นกล้วยออก เพราะต้องใช้แรงงานมากเช่นกัน

การดูแลรักษา
1. การให้น้ำ  สัปดาห์แรกหลังจากปลูก ถ้าฝนไม่ตกควรรดน้ำให้ทุกวัน หลังจากนั้น ถ้าฝนไม่ตกควรรดน้ำ 3-4 วันต่อครั้ง และตลอดฤดูแล้ง ถ้าเห็นว่าดินแห้งเกินไป ต้องรดน้ำช่วยจนกว่าต้นขนุนมีอายุ 1 ปีขึ้นไป จีงจะปลอดภัยการให้น้ำอาจ ห่างออกไปบ้างก็ได้ การปลูกโดยทั่วไปมักให้น้ำเพียง 1-2 ครั้ง แล้วปล่อยตามธรรมธาติ ก็สามารถเจริญเติบโตให้ดอกให้ผลได้เช่นกัน เพราะโดยปกติขนุนเป็นพืชที่ทนแล้ง อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามการปลูกเพือให้ได้ผลอย่างเต็มที่นั้นควรให้น้ำอยู่อย่าง สม่ำเสมอ ในฤดูแล้งหรือช่วงที่ขาดฝนนาน ๆ ควรให้น้ำช่วยบ้าง จะทำให้ต้นเจริญ เติบโตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ชะงักการเจริญเติบโต
เมื่อขนุนโตขนาดให้ผลแล้ว ในระยะที่ขนุนตกดอกให้งดน้ำชั่วระยะ หนึ่ง เมื่อดอกบานและติดผลแล้ว จึงให้น้ำให้มากเพื่อบำรุงผลให้เติบโตและมี คุณภาพดี หลังจากที่ติดผลแล้ว ถ้าขาดน้ำผลจะมีขนาดเล็ก การเติบโตของผลไม่สม่ำ เสมอ ผลอาจแป้ว เบี้ยว และเนื้อบาง การให้น้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง

2. การปราบวัชพืช การกำจัดวัชพืชต้องกระทำอยู่เสมอ เพราะวัชพืช ต่าง ๆ จะคอยแย่ง อาหารจากต้นขนุน และการปล่อยให้สวนรกรุงรังจะกลายเป็นที่อยู่อาศัยของโรคและ แมลงต่าง ๆ ที่จะทำลายขนุนอีกด้วย การปราบวัชพืชทำได้โดยการถาง หรือโดยการปลูกพืชคลุมดินเป็นวิธีที่ควรปฏิบัติอย่างหนึ่ง เพราะพืช คลุมดินนอกจากจะป้องกันไม่ให้วัชพืชขึ้นแล้ว ยังช่วยรักษาความชุ่มชื้นของ ดิน ทำให้ดินไม่แห้งเร็ว ไม่ต้องให้น้ำบ่อย ๆ ช่วยให้ดินร่วนซุย และใบที่ร่วงหล่นจะผุพังเป็นประโยชน์ต่อไป นอกจากนี้พืชคลุมดินยังช่วยป้องกันการชะล้างของดินอัน เนื่องจากฝนตก โดยเฉพาะการปลูกตามที่ลาดเอียง พืชคลุมดินที่ควรใช้ปลูกคือพวก ถั่วต่าง ๆ เช่น ถั่วพุ่ม ถั่วผี เป็นต้น ถั่วเหล่านี้จะมีเถาอาจเลื้อยพันขึ้นไปบนต้น ขนุน ต้องหมั่นดูแลและคอยตัดออกโดยเฉพาะบริเวณเรือนพุ่มต้องคอยตัดคอย ถาง อย่าให้พืชคลุมดินขึ้นบริเวณโคนต้น พืชคลุมดินนี้เมื่อปลูกไปนาน ๆ ก็ไถกลบ ดินเสียครั้งหนึ่งแล้วปลูกใหม่จะช่วยให้ดินดียิ่งขึ้น การปราบวัชพืชนี้ถ้าไม่ปลูกพืช คลุมดินก็ควรปลูกพืชแซมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ไม่แนะนำให้ใช้ยาปราบวัชพืชบริเวณใกล้ทรงพุ่ม เพราะจะทำให้รากขนุนชะงักการเจริญเติบโต  ต้นโตช้าและโทรมเร็วกว่าปกติ

3. การให้ปุ๋ย ขนุนเป็นพืชที่ไม่เลือกดินปลูกนัก สามารถปลูกได้ในดินทั่วไป แต่ถ้าดิน นั้นอุดมสมบูรณ์มีธาตุอาหารเพียงพอ ต้นขนุนจะเจริญได้ดี ให้ผลดกและผลมี คุณภาพดี การปรับปรุงดินให้ร่วนซุยและการเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินจึงเป็นสิ่งควร ปฏิบัติ

ต้นมะม่วง

ต้นมะม่วง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ความหมายมงคลต้นมะม่วง
          มะม่วงเป็นต้นไม้มงคลชนิดหนึ่งที่มีมาแต่ครั้งพุทธกาล คนโบราณเชื่อว่าหากนำมาปลูกไว้ในบริเวณบ้านทางทิศใต้ (ทักษิณ) จะทำให้เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยมีความร่ำรวยยิ่งขึ้น

วิธีปลูก
         การปลูกมะม่วงไม่ว่าจะปลูกด้วยกิ่งตอน กิ่งทาบ หรือต้นที่เพาะเมล็ดก็ตาม ต้องทำด้วยความระมัดระวัง อย่าให้รากขาดมาก เพราะจะทำ ให้ต้นชะงักการเติบโตหรือตายได้ ต้นมะม่วงที่ปลูกไว้ในภาชนะนาน ๆ ดินจะจับตัวกันแข็งและรากก็พันกันไปมา เวลานำออกจากภาชนะแล้วให้บิแยกดินก้นภาชนะให้กระจายออกจากกันบ้าง ส่วนรากที่ม้วนไปมาให้พยายามคลี่ออกเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะได้เจริญเติบโตต่อไปอย่างรวดเร็ว
        1 การปลูกด้วยกิ่งทาบ กิ่งติดตา ให้ปลูกลึกระดับเดียวกับดินในภาชนะปลูกเดิม หรือสูงกว่าเดิมเล็กน้อย แต่ต้องไม่มิดรอยที่ติดตาหรือต่อกิ่งไว้ เพื่อจะได้เห็นว่ากิ่งที่แตกออกมานั้น แตกออกมาจากกิ่งพันธุ์หรือจากต้นตอ ถ้าเป็นกิ่งที่แตกจากต้นตอให้ตัดทิ้งไป
       2 การปลูกด้วยกิ่งตอน ให้ปลูกลึกระดับเดียวกับดินในภาชนะเดิมหรือให้เหลือจุกมะพร้าวที่ใช้ในการตอนโผล่อยู่เล็กน้อย ไม่ควร กลบดินจนมิดจุกมะพร้าว เพราะจะทำให้เน่าได้ง่าย
      เมื่อปลูกเสร็จให้ปักไม้เป็นหลักผูกต้นกันลมโยกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม ต้นที่นำมาปลูก ถ้าเห็นว่ายังตั้งตัวไม่ดี คือแสดงอาการเหี่ยวเฉาตอนแดดจัด ควรหาทางมะพร้าวมาปักบังแดดให้บ้าง ก็จะช่วยให้ต้นตั้งตัวได้เร็วขึ้น ในระยะที่ต้นยังเ ล็กอยู่นี้ให้หมั่นรดน้ำอยู่เสมอ อย่าให้ดินแห้งได้ การปลูกในฤดูฝนจึงเหมาะที่สุด เพราะจะประหยัดเรื่องการให้น้ำได้มาก และต้นจะตั้งตัวได้เร็ว โดยเฉพาะการปลูกในที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่มีน้ำที่จะให้แก่ต้นมะม่วงได้ทั้งปี ให้ปลูกในระยะต้นฤดูฝน ช่วงแรก ๆ อาจต้องรดน้ำให้บ้าง เมื่อฝนเริ่มตกหนักแล้วก็ไม่ต้องให้น้ำอีก ต้นจะสามารถตั้งตัวได้เต็มที่ก ่อนจะหมดฝน และสามารถจะผ่านฤดูแล้งได้โดยไม่ตาย ส่วนที่ที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์จะปลูกตอนไหนก็ได้แล้วแต่ความสะดวก

การให้น้ำ หลักที่ควรยึดถือปฎิบัติดังนี้
         1. เมื่อเก็บเกี่ยวผลเสร็จแล้ว ควรจะใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีสูตรเสมอกัน และทุกครั้งที่ใส่ปุ๋ยต้องรดน้ำถ้าฝนไม่ตกหรือดินไม่มีความชื้นพอ และควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอกับมะม่วงในช่วงต้องการเร่งการเจริญเติบโตทางลำต้น กิ่งและใบ โดยให้น้ำตั้งแต่เก็บเกี่ยวผลเสร็จไปจนถึงเดือนกันยายน
         2. มะม่วงก่อนออกดอก ต้องไม่ให้น้ำเพราะมะม่วงต้องการพักตัวหรือหยุดการเจริญเติบโตทางลำต้น กิ่งและใบเพื่อสะสมอาหารเตรียมแทงช่อดอก ดังนั้นช่วงอดน้ำให้กับต้นมะม่วงเป็นเวลา 1 เดือน (ต.ค.-ต้นพ.ย.) และอาจใช้วิธีรมควันโดยสุมไฟให้ควันร้อนไล่ความชื้นในดิน หรือวิธีควั่นตามกิ่งไม่ให้น้ำไปถึงยอด
         3. เมื่อมะม่วงเริ่มออกดอกและดอกเริ่มบาน เริ่มให้น้ำโดยให้ทีละน้อยพอหน้าดินเปียก โดยใช้น้ำฉีดล้างช่อดอกก็ได้จนกว่าผสมเกสรติดเป็นผลอ่อนเล็ก ๆ จึงค่อยเพิ่มการให้น้ำขึ้นทีละน้อยแต่ยังไม่ต้องมาก หลังจากนั้น 47 วัน ผลมะม่วงได้วัยขนาดขบเผาะ (นับจากวันที่ดอกบาน) ต้นมะม่วงต้องการน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอจนกว่าผลมะม่วงอายุได้ 70 วัน นับแต่ดอกบานให้ลดปริมาณการให้น้ำลงทีละน้อย จนกว่าผลอายุ 90 วัน หลังจากดอกบาน (ระยะเก็บเกี่ยวประมาณ 100-115 วัน)
การสังเกตว่าน้ำมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ให้สังเกตที่ขั้วดอกและขั้วผล คือถ้าขั้วแห้งแสดงว่าน้ำน้อย แต่ถ้าขั้วเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลสีเขียวออกเหลืองนวล แสดงว่าน้ำมากเกินไป

การให้ปุ๋ย
           1. ก่อนเก็บเกี่ยวมะม่วง หรือช่วงเก็บเกี่ยวผลอยู่ให้ลำเลียงปุ๋ยหมัก-ปุ๋ยคอก ไปกองไว้รอบ ๆ พุ่มต้น (ยังไม่ต้องรดน้ำ) จนกว่าเก็บเกี่ยวหมดจึงเกลี่ยปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกกลบดินเล็กน้อยพร้อมให้น้ำไปด้วยมะม่วง 5 ปีขึ้นไปใช้ต้นละ 2-3 ปี๊บ และใช้ปุ๋ยเสมอกัน เช่น 15-15-15, 17-17-17 ใส่ด้วย โดยดูความสมบูรณ์ของต้นอาจใช้ครึ่งหนึ่งของทรงพุ่ม จากนั้นใช้ปุ๋ยเคมีสูตรเร่งดอก เช่น 10-20-30, 12-26-32 พ่นมะม่วงในช่วงเดือน ก.ย-ต.ค 1-2 ครั้ง ก่อนฉีดโปแตสเซี่ยมไนเตรท เร่งการออกดอก
           2. เมื่อมะม่วงเริ่มติดผลอ่อน เริ่มให้ปุ๋ยหมัก-ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15, 17-17-17 อีกครั้งหนึ่งเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของผลอ่อน
           3. เมื่อผลโต ขนาด 2 ใน 3 ของผลโตเต็มที่ ให้ใช้ปุ๋ย ฉีดพ่นทางใบสูตร 10-20-30, 12-22-32 หรือสูตรตัวท้ายสูง เพื่อช่วยให้คุณภาพและรสชาติหวานขึ้น

ที่มา https://sites.google.com/a/benchama.ac.th/chotikan48617/my-friend

ต้นใบเงิน

ต้นใบเงิน คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นใบเงินไว้ประจำบ้านจะทำให้มีเงินมีทองเพราะเป็นไม้มงคลนามนอกจากนี้คนไทยโบราณได้นำ ใบเงินใบทองม...